21 จำนวนผู้เข้าชม |
ในยุคปัจจุบันที่วิถีชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยความเร่งรีบ มุ่งเน้นผลลัพธ์ในการทำงาน จนต้องแลกมาด้วยการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ "ออฟฟิศซินโดรม" (Office Syndrome) ส่งผลให้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของใครหลายคน
วันนี้ Medispine Clinic โดย พท.พิมลวรรณ เฉิดฉาย จะขอพาทุกคนมาเจาะลึกแนวทางการรักษาอาการปวดเมื่อยตามภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่จะขออธิบายผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์และกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อให้เห็นว่า "การแพทย์แผนไทย" ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อโบราณ แต่เป็นศาสตร์ที่มีหลักการรองรับอย่างเป็นระบบครับ
ในทางแพทย์แผนไทย ร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งอาการปวดเมื่อยเรื้อรังนั้น มักเกิดจากความผิดปกติของ "ธาตุลม" และ "ธาตุดิน" ดังนี้ครับ
คัมภีร์แพทย์แผนไทยกล่าวถึง "ลมที่พัดทั่วกาย" (เช่น ลมสุมนา, ลมอัมพฤกษ์) เมื่อลมเกิดการติดขัดจะทำให้เกิดอาการปวด ชา หรือตึง
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน: ธาตุลมเปรียบเสมือน ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาท การที่ลมติดขัดก็คือภาวะที่เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นไม่สะดวก (Ischemia) ทำให้เกิดการสะสมของเสีย เช่น กรดแลคติก (Lactic acid) ซึ่งจะไปกระตุ้นปลายประสาทให้ส่งสัญญาณความรู้สึกปวดไปยังสมองนั่นเอง
การแพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับ "เส้นประธานสิบ" ซึ่งเป็นโครงข่ายทางพลังงานหลักของร่างกาย
ในทางกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่ (Anatomy): เส้นเหล่านี้มีความสอดคล้องอย่างน่าอัศจรรย์กับ แนวพังผืดกล้ามเนื้อ (Myofascial Meridians) เมื่อกล้ามเนื้อ (ธาตุดิน) เกิดการเกร็งตัวจนเป็นก้อนแข็ง หรือจุดกดเจ็บที่เรียกว่า Trigger Point จะทำให้เกิดการดึงรั้งของพังผืดไปตามแนวเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าว (Referred Pain) จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เช่น ปวดกล้ามเนื้อคอบ่าร้าวลงแขน หรือปวดสลักเพชรร้าวลงขา
การแพทย์แผนไทยที่ Medispine Clinic ไม่ได้มองแค่อาการปวดที่ปลายเหตุ แต่มุ่งเน้นการปรับสภาวะโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุลให้กลับคืนสู่ปกติ ผ่าน 3 กระบวนการหลัก:
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการนวดไทยคือ "การทำให้เจ็บเพื่อให้หายปวด" แต่แท้จริงแล้ว การนวดรักษาแบบราชสำนักหรือการกดจุดอย่างถูกหลักวิชาการ คือ การบำบัดเนื้อเยื่อพังผืด (Myofascial Release) การลงน้ำหนักที่เหมาะสมและคงที่ของแพทย์แผนไทย จะช่วยยืดเส้นใยกล้ามเนื้อที่หดเกร็งให้คลายตัวออก กระตุ้นให้เกิดกระบวนการหลอดเลือดขยายตัว (Vasodilation) นำพาออกซิเจนและสารอาหารเข้าไปซ่อมแซมเซลล์ พร้อมทั้งช่วยขับสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกจากบริเวณนั้น
ลูกประคบคือเทคโนโลยีทางการแพทย์แผนไทยดั้งเดิมที่ชาญฉลาดมาก เพราะเป็นการผสานรวมกันระหว่าง การบำบัดด้วยความร้อน (Thermotherapy) และ การใช้ตัวยาซึมผ่านผิวหนัง (Transdermal Drug Delivery) ความร้อนจากลูกประคบจะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและช่วยเปิดรูขุมขน ในขณะเดียวกัน น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรสด เช่น ไพล (มีสาร Cassumunarins สรรพคุณต้านการอักเสบ) และ ขมิ้นชัน (มีสาร Curcumin ช่วยลดบวม) จะซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้าไปออกฤทธิ์ต้านการอักเสบในระดับเซลล์กล้ามเนื้อโดยตรง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้ล้ำลึกและยาวนานขึ้น การใช้ "น้ำมันไพล" ทาและนวดบริเวณที่มีอาการ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ตอบโจทย์กายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่:
การรักษาอาการปวดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย จึงไม่ใช่แค่การบีบนวดจับเส้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง "สรีรวิทยาเชิงโครงสร้าง" (ผ่านการนวดจัดระเบียบกล้ามเนื้อ) และ "เภสัชวิทยาจากธรรมชาติ" (ผ่านสมุนไพรและการบำบัดด้วยความร้อน)
อย่างไรก็ตาม การรักษาจะสมบูรณ์แบบและไม่กลับมาเป็นซ้ำได้ ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "การปรับธาตุ" หรือก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตประจำวัน (Ergonomics) ร่วมด้วย ทั้งท่านั่งทำงาน การยืน การนอน การพักผ่อนที่เพียงพอ และการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ เพราะธรรมชาติบำบัดที่ทรงพลังที่สุด คือการดูแลให้ร่างกายของเราอยู่ในสภาวะที่สมดุลครับ
บทความโดย: พท.พิมลวรรณ เฉิดฉาย (พท.ว.๒๕๒๗๘) แพทย์แผนไทยประจำ Medispine Clinic